Using urea and palm kernel cake in solid state fermentation of cassava pulp for animal feed

การใช้ยูเรียและกากเนื้อในเมล็ดปาล์มในการหมักกากมันสำปะหลังแบบอาหารแข็งเพื่อเป็นอาหารสัตว์

  • Sustainable agriculture
  • Sustainable Bioeconomy
  • Agro- Industrial waste
1
ownerWIPADA BOONSOMPARN
image
image
  • Project categoriesSustainable agriculture, Sustainable Bioeconomy, Agro- Industrial waste
  • Strategic research themesSustainable Bioeconomy
  • Sub themesAgriculture Biotechnology and Management
  • SDG goals-

Table of contents

Executive summary

Project Summary / Result / Recommendation

ปัจจุบันมีของเหลือทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้วัตถุดิบทางการเกษตรอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ทั้งในรูปแบบวัตถุดิบโดยตรง การใช้แทนวัตถุดิบหลักบางส่วน หรือผ่านการปรับปรุงคุณภาพก่อนนำไปผสมในอาหารสัตว์ ถือว่าเป็นแนวทางหนึ่งที่ลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ของเกษตรกร ซึ่งของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมที่เลือกใช้ในงานวิจัยนี้ ได้แก่ กากมันสำปะหลัง (Cassava pulp, CP) และกากเนื้อในเมล็ดปาล์ม (Palm Kernel Cake, PKC) เป็นวัตถุดิบหลักในการเพิ่มคุณค่าทางโภชนะผ่านกระบวนการหมักแบบอาหารแข็ง (Solid State Fermentation, SSF) มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงคุณค่าทางโภชนะของสารอาหารให้เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติก 2 ชนิด ได้แก่ Saccharomyces cerevisiae และ Bacillus velezensis โดยศึกษาความชื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์ การใช้กากเนื้อในเมล็ดปาล์ม และการเติมยูเรียเป็นแหล่งไนโตรเจนเพิ่มเติมร่วมกับการหมักกากมันสำปะหลัง หลังการหมักเป็นเวลา 4 วัน นำตัวอย่างมาวิเคราะห์ค่าความชื้น ค่าพีเอช จำนวนจุลินทรีย์ ปริมาณน้ำตาลรีดิวซ์ ปริมาณโปรตีน กิจกรรมเอมไซม์อะไมเลส และกิจกรรมเอนไซม์โปรติเอส ผลการทดลองพบว่า ความชื้นที่ร้อยละ 80 เป็นความชื้นที่เหมาะสมต่อการเจริญของจุลินทรีย์โพรไบโอติกทั้ง 2 สายพันธุ์ โดยการใช้กากเนื้อในเมล็ดปาล์มผสมร่วมกับการหมักกากมันสำปะหลังพบว่า อัตราส่วนผสมของกากมันสำปะหลังต่อกากเนื้อในเมล็ดปาล์มที่เหมาะสมคือ 75:25 (w/w) สามารถผลิตจุลินทรีย์ของ S. cerevisiae ได้ 1.29 x108 CFU/g sample สูงกว่าตัวอย่างที่ไม่ผ่านการหมัก 1.3 เท่า และ B. velezensis ได้ 4.06 x109 CFU/g sample สูงกว่าตัวอย่างที่ไม่ผ่านการหมัก 2.25 เท่า รวมทั้งการใช้ยูเรียผสมร่วมกับการหมักกากมันสำปะหลังพบว่า ความเข้มข้นยูเรียที่เหมาะสมคือ 2 (w/v) สามารถผลิตจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ B. velezensis ได้ 4.30 x108 CFU/g sample สูงกว่าตัวอย่างที่ไม่ผ่านการหมัก 1.34 เท่า ระยะเวลาการหมัก 4 วัน แต่การใช้ยูเรียผสมร่วมกับการหมักกากมันสำปะหลังไม่ส่งผลต่อการผลิตจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ S. cerevisiae นอกจากนี้ยังมีสารชีวภาพอื่นๆ น้ำตาลรีดิวซ์ โปรตีน กิจกรรมโปรติเอส และกิจกรรมอะไมเลสอย่างมีนัยสำคัญจากการหมักกากมันสำปะหลังด้วยเชื้อจุลินทรีย์โพรไบโอติกสายพันธุ์ B. velezensis ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำจากกากมันสำปะหลังที่ผ่านการหมักด้วยจุลินทรีย์โพรไบโอติก ซึ่งถือเป็นกระบวนการผลิตทางชีวภาพที่มีเหมาะสมในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์และปรับปรุงคุณค่าทางโภชนะของกากมันสำปะหลังที่ผ่านการหมัก โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์โพรไบโอติกเพื่อใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสัตว์ได้

Project detail

Location

Bangkok

Team

Members

  • avatar thumbnail

    WIPADA BOONSOMPARN

    Project owner
    Engineer - LAB.วิจัย Solid State Fermentation, KMUTT
    • Environmental Science
    • Solid State Fermentation
    • Fermentation Technology
    • Submerged Fermentation
  • avatar thumbnail

    PONGPANGA JANGBUA

    Researcher, KMUTT

Lab

  • thumbnail

    Solid State Fermentation and Bioprocess Engineering (SSF) Laboratory

    More
  • thumbnail

    Pilot Plant Development and Training Institute

    More